2008/Sep/05

        ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่เข้ามาในหัวตอนแรก ตอนได้ยินคำๆนี้สมัยยังเด็ก ก็คงจะเป็นความรู้สึก "ยี้" เหลือ "น่าเบื่อ" หรือความยากเย็นสาหัสของบทเรียนที่จำไม่ได้ดีเอาซะเลย บทเรียนสำคัญๆที่ควรจะซึมซับหรือเรียนรู้ได้ดีในสมัยเด็กกลับกลายเป็น เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปนั่น กว่าจะใช้ชีวิตโลดโผนเสี่ยงตายมาไม่รู้กี่ปีจนถึงวันที่จะได้เรียนตัวเองว่า "ชาวพุทธ" จริงๆนั้น.. ก็รู้สึกเสียดายโอกาส เสียดายวันเวลาตอนเด็กๆซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ที่มนุษย์คนนึงจะปลูกฝังความคิดความรู้ได้มากที่สุด แต่ว่าถึงจะอายุ 21 30 40  ยังไงก็ขอให้นึกว่าไม่สายที่จะศึกษา สัจธรรม ที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เกี่ยวกับ ธรรมชาติ (ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่คนเราจะมีวุฒิภาวะที่พร้อมในการเจริญทางธรรมที่สุดในอายุราว 35 ตามที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้แจงไว้) 

        ไม่รู้ว่าบทเรียนสมัยเด็กนั้นยากไปรึเปล่า ? ทั้งเรื่อง อริยสัจ 4, ไตรลักษณ์ สำหรับตอนนั้นสำหรับผมมันอาจไม่ยาก แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจจริงๆนะแต่ว่าสำหรับบางคนที่เข้าใจ เขาก็เข้าใจจริงๆ(แต่ไม่รู้นะว่าเข้าใจโดยธรรมชาติหรือเข้าใจโดยกระบวนความคิด) ธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว บางคนอาจจะมีช่วงเวลาที่เริ่มสนใจเมื่อเหมือนกันตามเหตุและปัจจัยต่างๆ บางคนสามารถสอนธรรมมะได้ ฟังแล้วถูกจริตชอบใจ บางคนสอนให้ตายก็ไม่สนใจไม่ฟัง ยังไม่ถึงเวลาหรือให้ตายยังไงก็ไม่ชอบเลยทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของกรรมก็มีผล แต่อย่าลืมนะถ้าพูดถึงเรื่องกรรมเราสามารถสร้างเหตุได้เพียงแต่ลองเปิดใจดู ถ้าไร้อคติเปิดใจลองน้อมเข้ามาศึกษาธรรมดูจะรู้ว่า ธรรมชาติของสรรพสิ่งนี้เป็นอย่างไร ถ้าเรารู้ว่าธรรมนี้เป็นสิ่งที่ควรศึกษาควรรู้ไว้ เราก็กำลังสร้างเหตุให้ค้นหาความจริงนี่เอง ตัวผมนี้เริ่มทำบุญตอนอายุ 17-18 แต่ยังไม่เรียกว่าค้นพบธรรมะ หรือศึกษาอย่างจริงจัง เพราะช่วงนั้นเรารับรู้อย่างเดียวว่า "ทำบุญแล้วรู้สึกดี" "ได้ให้อะไรแล้วเกิดความสุข" โดยไม่ใฝ่ศึกษาธรรมชาติของ "ความสุข" และ "ความทุกข์" และทำไมถึงทำบุญ "แล้วรุ้สึกดี"  "สุดท้ายธรรมะก็คือการศึกษา ธรรมชาติของโลกเรานี้เองนะ ถ้าให้พูดง่ายๆ คือการรู้ตามจริงการรู้โลกในแบบที่มันเป็น รู้สภาพว่าที่จริงแล้ว ทุกๆสิ่ง เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา" หรือ ไตรลักษณ์นี่เอง ที่เป็นธรรมที่อธิบาย ธรรมชาติของสรรพสิ่ง

         เราเริ่มศึกษาธรรมมะจริงๆจังๆ ตอนอายุ 19 นะ (แต่ก็ยังใช้ชีวิตโลดโผน แบบประมาทมากๆ) เป็นคนผิดปรกติด้วยนะ ผิดไปหมดเลย ผิดเหมือนคนอื่นนะ ผิดเหมือนกันหมด ศีล5 ว่ายังไง ผิดไปกี่ข้อไม่รู้ ที่บอกว่าผิดปรกตินี่ผิดปรกติจริงๆนะ เพราะว่า ศีล นี้จริงๆแปลว่า ปรกติ การที่เราประพฤติตนให้ผิดศีล5 ก็แสดงว่าเรานั้นผิดปรกติแล้ว สภาวะปรกติที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ช่วงชิงของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ประพฤติผิดในกามผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ไม่มุสาโกหกหลอกลวงคน ไม่ดื่มสุราน้ำเมาอันเป็นต้นตอแห่งการขาดสติ และกิเลสทั้งหลาย  ศีลนี้มีไว้เพื่อป้องกันเราจากกิเลศทั้งหลายที่สามารถครอบงำจิตใจเราได้นะ แต่ผู้ที่ปฏิบัติดีชอบอยู่ในศีลนี่ก็ไม่ได้ดีเลิศกว่าผู้อื่นนะ จริงๆก็คือคนผู้นั้นเป็นปรกติไม่ผิดธรรมชาตินะ เพียงแต่คนสมัยนี้ส่วนใหญ่ลุ่มหลวงมัวเมากับกิเลสที่ล่อตาล่อใจกันมากมาย  ใช้ชีวิตไปก็เริ่มตระหนักถึงความประมาทของตนที่ผิดปรกติมาตลอดและไม่หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลไว้ จนปัจจุบันอายุ 21 แล้วนะ เพิ่งกลับตัวกลับใจมั่นศึกษาธรรมะ และการปฏิบัติได้ม่นานนี้เอง มีธรรมะไว้สร้างบุญสร้างกุศลไว้ก็เหมือนมีเกราะป้องกันตัวเองที่มองไม่เห็นนะ

        อายุ 21 เนี่ยจริงๆไม่เด็กแล้วนะ เริ่มที่จะแก่แล้วเหมือนกันแต่ว่าเวลาเข้าวัดเข้าวาผู้ใหญ่หลายๆท่านยังมองว่าเป็นเด็กอยู่ จริงๆไม่ปรกตินะเพราะอะไร ? เพราะคนมักติดภาพว่าธรรมมะเป็นเรื่องที่คนแก่สนใจ คนแก่เรียน เรามีเพื่อนเรานะเป็นผู้หญิงเรียนอยู่ห้องเดียวกันที่มหาลัย เป็นผู้หญิงน่ารักหน้าตาสวยนิสัยดีแถมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์เหมือนกันนะ วันนึงเค้าไปอินเดียวกับครอบครัว ก็อนุโมทนาไปกับเขา มีผู้ชายคนนึงมาถามว่า "นี่หนูถูกที่บ้านบังคับมารึเปล่า?"  คนเรามักก็มักจะสงสัยนะ ไปมีบัญญัติอะไรตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ว่าต้องอายุมากๆถึงจะศึกษาธรรมะ แต่สภาพสังคมก็ต้องยอมรับว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ น้อยมากที่จะเห็นคนหนุ่มสาวมาศึกษาเรื่องธรรมะ  แล้วเพื่อนเราคนนี้อยากแม้กระทั่งนิพพานเลยนะ น่านับถือมาก น้อยคนนะที่จะอยากนิพพานแม้คนที่เริ่มศึกษา