2008/Sep/05

        ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่เข้ามาในหัวตอนแรก ตอนได้ยินคำๆนี้สมัยยังเด็ก ก็คงจะเป็นความรู้สึก "ยี้" เหลือ "น่าเบื่อ" หรือความยากเย็นสาหัสของบทเรียนที่จำไม่ได้ดีเอาซะเลย บทเรียนสำคัญๆที่ควรจะซึมซับหรือเรียนรู้ได้ดีในสมัยเด็กกลับกลายเป็น เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปนั่น กว่าจะใช้ชีวิตโลดโผนเสี่ยงตายมาไม่รู้กี่ปีจนถึงวันที่จะได้เรียนตัวเองว่า "ชาวพุทธ" จริงๆนั้น.. ก็รู้สึกเสียดายโอกาส เสียดายวันเวลาตอนเด็กๆซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ที่มนุษย์คนนึงจะปลูกฝังความคิดความรู้ได้มากที่สุด แต่ว่าถึงจะอายุ 21 30 40  ยังไงก็ขอให้นึกว่าไม่สายที่จะศึกษา สัจธรรม ที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เกี่ยวกับ ธรรมชาติ (ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่คนเราจะมีวุฒิภาวะที่พร้อมในการเจริญทางธรรมที่สุดในอายุราว 35 ตามที่หลวงพ่อปราโมทย์ได้แจงไว้) 

        ไม่รู้ว่าบทเรียนสมัยเด็กนั้นยากไปรึเปล่า ? ทั้งเรื่อง อริยสัจ 4, ไตรลักษณ์ สำหรับตอนนั้นสำหรับผมมันอาจไม่ยาก แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจจริงๆนะแต่ว่าสำหรับบางคนที่เข้าใจ เขาก็เข้าใจจริงๆ(แต่ไม่รู้นะว่าเข้าใจโดยธรรมชาติหรือเข้าใจโดยกระบวนความคิด) ธรรมะเป็นเรื่องเฉพาะตัว บางคนอาจจะมีช่วงเวลาที่เริ่มสนใจเมื่อเหมือนกันตามเหตุและปัจจัยต่างๆ บางคนสามารถสอนธรรมมะได้ ฟังแล้วถูกจริตชอบใจ บางคนสอนให้ตายก็ไม่สนใจไม่ฟัง ยังไม่ถึงเวลาหรือให้ตายยังไงก็ไม่ชอบเลยทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของกรรมก็มีผล แต่อย่าลืมนะถ้าพูดถึงเรื่องกรรมเราสามารถสร้างเหตุได้เพียงแต่ลองเปิดใจดู ถ้าไร้อคติเปิดใจลองน้อมเข้ามาศึกษาธรรมดูจะรู้ว่า ธรรมชาติของสรรพสิ่งนี้เป็นอย่างไร ถ้าเรารู้ว่าธรรมนี้เป็นสิ่งที่ควรศึกษาควรรู้ไว้ เราก็กำลังสร้างเหตุให้ค้นหาความจริงนี่เอง ตัวผมนี้เริ่มทำบุญตอนอายุ 17-18 แต่ยังไม่เรียกว่าค้นพบธรรมะ หรือศึกษาอย่างจริงจัง เพราะช่วงนั้นเรารับรู้อย่างเดียวว่า "ทำบุญแล้วรู้สึกดี" "ได้ให้อะไรแล้วเกิดความสุข" โดยไม่ใฝ่ศึกษาธรรมชาติของ "ความสุข" และ "ความทุกข์" และทำไมถึงทำบุญ "แล้วรุ้สึกดี"  "สุดท้ายธรรมะก็คือการศึกษา ธรรมชาติของโลกเรานี้เองนะ ถ้าให้พูดง่ายๆ คือการรู้ตามจริงการรู้โลกในแบบที่มันเป็น รู้สภาพว่าที่จริงแล้ว ทุกๆสิ่ง เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา" หรือ ไตรลักษณ์นี่เอง ที่เป็นธรรมที่อธิบาย ธรรมชาติของสรรพสิ่ง

         เราเริ่มศึกษาธรรมมะจริงๆจังๆ ตอนอายุ 19 นะ (แต่ก็ยังใช้ชีวิตโลดโผน แบบประมาทมากๆ) เป็นคนผิดปรกติด้วยนะ ผิดไปหมดเลย ผิดเหมือนคนอื่นนะ ผิดเหมือนกันหมด ศีล5 ว่ายังไง ผิดไปกี่ข้อไม่รู้ ที่บอกว่าผิดปรกตินี่ผิดปรกติจริงๆนะ เพราะว่า ศีล นี้จริงๆแปลว่า ปรกติ การที่เราประพฤติตนให้ผิดศีล5 ก็แสดงว่าเรานั้นผิดปรกติแล้ว สภาวะปรกติที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ช่วงชิงของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ประพฤติผิดในกามผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ไม่มุสาโกหกหลอกลวงคน ไม่ดื่มสุราน้ำเมาอันเป็นต้นตอแห่งการขาดสติ และกิเลสทั้งหลาย  ศีลนี้มีไว้เพื่อป้องกันเราจากกิเลศทั้งหลายที่สามารถครอบงำจิตใจเราได้นะ แต่ผู้ที่ปฏิบัติดีชอบอยู่ในศีลนี่ก็ไม่ได้ดีเลิศกว่าผู้อื่นนะ จริงๆก็คือคนผู้นั้นเป็นปรกติไม่ผิดธรรมชาตินะ เพียงแต่คนสมัยนี้ส่วนใหญ่ลุ่มหลวงมัวเมากับกิเลสที่ล่อตาล่อใจกันมากมาย  ใช้ชีวิตไปก็เริ่มตระหนักถึงความประมาทของตนที่ผิดปรกติมาตลอดและไม่หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลไว้ จนปัจจุบันอายุ 21 แล้วนะ เพิ่งกลับตัวกลับใจมั่นศึกษาธรรมะ และการปฏิบัติได้ม่นานนี้เอง มีธรรมะไว้สร้างบุญสร้างกุศลไว้ก็เหมือนมีเกราะป้องกันตัวเองที่มองไม่เห็นนะ

        อายุ 21 เนี่ยจริงๆไม่เด็กแล้วนะ เริ่มที่จะแก่แล้วเหมือนกันแต่ว่าเวลาเข้าวัดเข้าวาผู้ใหญ่หลายๆท่านยังมองว่าเป็นเด็กอยู่ จริงๆไม่ปรกตินะเพราะอะไร ? เพราะคนมักติดภาพว่าธรรมมะเป็นเรื่องที่คนแก่สนใจ คนแก่เรียน เรามีเพื่อนเรานะเป็นผู้หญิงเรียนอยู่ห้องเดียวกันที่มหาลัย เป็นผู้หญิงน่ารักหน้าตาสวยนิสัยดีแถมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์เหมือนกันนะ วันนึงเค้าไปอินเดียวกับครอบครัว ก็อนุโมทนาไปกับเขา มีผู้ชายคนนึงมาถามว่า "นี่หนูถูกที่บ้านบังคับมารึเปล่า?"  คนเรามักก็มักจะสงสัยนะ ไปมีบัญญัติอะไรตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ว่าต้องอายุมากๆถึงจะศึกษาธรรมะ แต่สภาพสังคมก็ต้องยอมรับว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ น้อยมากที่จะเห็นคนหนุ่มสาวมาศึกษาเรื่องธรรมะ  แล้วเพื่อนเราคนนี้อยากแม้กระทั่งนิพพานเลยนะ น่านับถือมาก น้อยคนนะที่จะอยากนิพพานแม้คนที่เริ่มศึกษาธรรมะก็ยังติดสุขนะ มี ตัณหาอยากจะให้ตนนี้พบแต่ความสุข กินสิ่งที่ชอบได้ฟังเสียงที่อยากฟังเพราะ หลงเชื่อว่า ร่างกายเรานี้เป็นตัวเป็นตนนะ เป็นของเรานะ ทั้งๆที่จริงแล้วร่างกายแล้วนี้แหละเป็นกองทุกข์เลยนะ อยู่ในสภาพบีบคั้นตลอดเวลา หายใจเข้าแป๊ปนึงก็ต้องหายใจออก นั่งท่านึงนานๆก็เมื่อยต้องเปลี่ยนอิริยาบทตลอดเวลานะ อะไรที่ว่าร่างกายเรานี้เป็นตัวเป็นตนน? แยกชิ้นส่วนออกมาก็เป็นกองธาตุทั้งหลายที่มาประกอบกันนะ ไม่มีอะไรที่อยุ่เที่ยงและบอกว่าเป็นตัวเรานะ  ตอนนี้ยังไม่พูดถึงการ "เจริญสติ" วิปัสสนานะ คราวหน้าจะพูดถึงแล้วจะพูดเรื่องภาวนา

  ธรรมะไม่ใช่เรื่องยากนะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะ  แค่มองลงมาในกายเราใจเรานี่เองเราก็จะพบธรรมมะที่เข้าใจได้ไม่ยาก ว่ามันเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่ใช่ตัวตนเรา แต่เป็นเรื่องเฉพาะตัวจริงๆ อันนี้ผมคิดว่าการที่คนๆนึงจะมาสนใจธรรมมะได้ ต้องเจอทางที่ถูกจริตของคนๆนั้น  บางคนอาจจะต้องมีอุบายมาเป็นสื่อให้สนใจธรรมมะเช่นการทำสมาธิ (คนๆนั้นอาจจะสนใจด้านสมาธิจึงศึกษาธรรมมะเพิ่มเติม อย่างบางคนอาจจะสนใจพุทธประวัติ บางคนอาจจะสนใจเรื่อง ญาณ เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องกรรม ก็สุดแล้วแต่  แต่สุดท้ายเป้าหมายของชาวพุทธมีเพียงหนึ่งเดียวคือ "นิพพาน" ดับเหตุแห่งทุกข์ให้หมด เมื่อเหตุพร้อม นิพพานก็จะเกิด ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว ส่วนเรื่องการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานเดี๋ยวรอให้ผู้รู้ช่วยแจงอีกทีนะ เดี๋ยวคงมีโผล่มาอีกหลายท่านแถวๆนี้   ขอให้ทุกคนโชคดีครับและหวังว่าจะได้มีธรรมะในใจกันถ้วนหน้า เพราะเรานี้โชคดีแล้วเกิดมาที่ประเทศที่มีศาสนาพุทธ ถ้าไปเกิดที่ยุโรปอะไรก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปหลงผิด ทำผิด ทำบาปอีกสักกี่ชาติกัน

ใครสนใจเรื่องการปฏิบัติ หรือปริยัติก็ถามมาได้นะครับ  ได้คำตอบแน่ๆ ถึงผมตอบไม่ได้ ก็มีพี่ๆอีกหลายท่านที่สามารถตอบได้

 

ปล. ถ้าข้อมูลหรือ ธรรมส่วนไหนผิดพลาดประการใดก็ขอขมามานะที่นี่ด้วย ด้วยความที่ผู้เขียนเป็นเพิ่งศึกษาธรรมะได้ไม่นานนัก และยังเป็นผู้ด้อยความรู้ในทางธรรม

 

 

เขียนโดย  Trip (PaTrip)  http://trip.exteen.com

 

Comment

Comment:

Tweet


Hundreds of people simply are talking about quality! I guarantee that to buy custom essays "topwritingservice.com" supposes to be extra reasonable.
#15 by editing service (103.7.57.18|31.184.238.21) At 2012-07-15 07:20,
Essays writing supposes to be not an issue to bother about nowadays, because formatting service can be able to resolve any academic writing task.
#14 by BROOKSKenya (193.105.210.41) At 2011-11-29 09:11,
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว

สันทิฏฐิโก
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและผู้ปฎิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

อะกาลิโก
เป็นสิ่งที่ปฎิบัตได้และให้ผลไม่จำกัดกาล

เอหิปัสสิโก
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวแก่ผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด

โอปะนะยิโก
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

อนุโมทนาบุญแก่เจ้าของ Entry นี้แลทุกๆท่านผู้เจริญสติภวนาด้วยน่ะครับ
#13 by ธรรมะแห่งมวลมนุษย์ (222.123.73.141) At 2009-10-01 04:43,
ขอรับ cd ธรรมะและหนังสือธรรมะ
67/ม.6 ต.ห้วยทับทัน อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ
33210
#12 by พระเปลี่ยน จารุวณฺโณ (125.26.68.38) At 2008-10-28 08:44,
ขอรับ cd ธรรมะและหนังสือธรรมะ
#11 by พระเปลี่ยน จารุวณฺโณ (125.26.68.38) At 2008-10-28 08:43,
ธรรมะ ดีลิเวอรี่ มาก ทริป
อ่านแล้ว เข้าใจถึง .. วิถีทางได้แจ่มชัดเลย

อนุโมทนา สาธุ ด้วย ครับbig smile
#10 by เอิร์บ (58.64.55.190) At 2008-09-12 10:58,
ขออนุโมทนาด้วย ทั้งเอนทรี่นี้และทุกท่านที่เข้ามาแสดงความเห็น
ปล.ตอบเก้า ออนmsnแล้วเด้งออกเฉยเลยไม่รู้ทำไม เลยไม่ค่อยได้ออนน่ะ ถ้าวันไหนออนได้ก็จะยาวเลยนะ
#9 by Giorno At 2008-09-07 12:36,
ทำไมอ่าน entry ตอนนี้แล้ว รู้สึกเหมือนฟังพระเทศน์สดแล้วต้องมาแกะเทปยังไงหยั่งงั้น แถมเนื้อหาก็แฝงความรู้ธรรมะไล่ไปตลอด ตั้งแต่เรื่องศีล ทรรศนะการมองโลก รวมถึงแฝงแก่นธรรมให้เข้าใจไปเรื่อยๆ ด้วยการพูดสบายๆ

เท่าที่อ่านมา ไม่มีส่วนไหนเลยที่ต้องแก้ไข
แต่อยากมาย้ำตรงที่ คนเราสมัยนี้มองธรรมะหรือเรื่องการทำบุญคลาดเคลื่อนไปจากจุดประสงค์ที่แท้จริงกันมากๆ

อย่างแรกก็คือมองธรรมะเป็นเพียง "แนวคิด" หรือเป็นปรัชญาสาขาหนึ่ง ซึ่งความจริงธรรมะแปลว่าธรรมชาติ ไม่ใช่แนวคิด ไม่ใช่สิ่งที่รวบรวมมาแสดงเพราะว่าดู "เจ๋ง" ในสายตาของพระพุทธเจ้า ณ ขณะนั้น แต่เป็นการรู้กลไกของธรรมชาติด้วย "ญาณ" ขั้นสูงสุด แล้วจึงนำมาตีแผ่อย่างแยบยลทุกซอกทุกมุม รวมถึงได้แสดงแนวทางในการหลุดจากกลไกอันเป็นทุกข์นั้นไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย

เมื่อเราตระหนักว่าธรรมคือธรรมชาติ เราก็จะดำเนินชีวิตไปแตกต่างจากวิถีทางที่มันเป็นเพียงแนวคิดเชิงศีลธรรมสวยหรู คือเราจะคิดว่า ธรรมะเป็นสิ่ง must do ที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งปวงของชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่ should do ที่ใครจะทำหรือไม่ทำก็บังเกิดผลแบบเดียวกัน

คนเราไม่สนใจธรรม เพราะไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นนั่นเอง และการไม่เห็นธรรมชาติ ย่อมถูกธรรมชาติลงโทษในท้ายที่สุด เพราะเขาคงรังแต่ใช้ชีวิตตามตัณหาไปวันๆ คอยทำผิดศีล ผิดธรรม จนเสียความปกติของจิตมนุษย์ไป (มนุษย์ปฏิสนธิด้วยอานุภาพแห่ง หิริ โอตตัปปะ และศีล) แล้วตัวเองเสียคนเดียวไม่พอ กลับไปหาสมัครพรรคพวกมาร่วมผิดด้วยแล้วตั้งให้เป็น norm หรือมาตรฐานสังคมว่าเป็นเรื่องธรรมดา (ซึ่งจำนวนไม่ใช่เครื่องวัดสัจธรรม เหมือนกับคนสมัยก่อนที่เชื่อว่าโลกแบนทั้งโลก ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า โลกนี้ต้องแบนจริงๆ อย่างที่เชื่อตามกัน) สุดท้ายแล้วคนที่รับผลก็คือคนทำผิดและเผยแพร่แนวคิดผิดๆ ไปนั่นเอง ซึ่งกว่าจะรู้ตัว ก็สายเกินแก้แล้ว

อีกเรื่องที่มักเห็นบ่อยๆ กับจุดประสงค์ของการทำบุญที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของพุทธศาสนา หรือการทำบุญเพื่อ "สบายใจ" ด้วยนึกว่านั่นเป็นจุดมุ่งหมายของการทำบุญที่ดีที่สุด สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด แต่มันไม่ใช่... (ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ดีไม่ที่สุด)

บุญที่สะอาดและให้อานิสงส์สูงสุดนั้น คือบุญที่ทำแบบไม่หวังผล แต่รู้และเข้าใจผลของมันแจ่มแจ้ง

บุญนอกจากแปลตามภาษาชาวบ้านว่าความดีแล้ว ยังแปลลึกๆ ว่า "เครื่องชำระสันดาน" หมายถึงเมื่อทำบุญแล้ว มันต้องเกิดการกล่อมเกลาลงไปถึงจิตใต้สำนึกในใจ สะสมเป็นพฤติกรรมทางจิตที่เป็นกุศล เป็นอุปนิสัย ทำไปแรกๆ ก็เป็นกุศลทางโลก แต่ถ้าปฏิบัติจริงๆ ก็จะเป็นการดำเนินไปในแนวทางของโลกุตระกุศล คือเป็นการทำดีเพื่อลดละกิเลสต่างๆ ให้หมดสิ้นไป ไม่ใช่ทำดีเพื่ออยากได้ อยากมี อะไรต่างๆ แม้แต่ทำเพราะ "อยากสบายใจ" ก็ถือเป็นตัณหาประเภทหนึ่งเหมือนกัน ... ทั้งที่ความสบายใจ เป็นผลพวงของกุศลจิตที่ต้องเสวยอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ต้องอยาก หากใจขณะนั้นเป็นบุญ มันก็จะมีความสบาย ความเบา ความนุ่มนวล ปลอดโปร่งต่างๆ อยู่ในตัวของมันเอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกำหนดตัณหาซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง

ก็คงอยากฝากไว้แค่นี้แหละครับสำหรับ Entry นี้ ขออนุโมทนากับบทความที่เขียนเหมือนกลั่นจากความรู้สึกนึกคิดจริงๆ อัพบ่อยๆ ก็เป็นธรรมทาน อย่าลืมอัพตอนหน้าต่อล่ะ คนอ่านต้องได้ประโยชน์แน่ๆ double wink

ปล. จุ้ยออนอยู่ตลอดแต่ไม่เห็นใน msn เลยแฮะ
#8 by Gow27 At 2008-09-07 09:20,
ทั้งทริปที่เขียนเอนทรี่นี้ และทุกท่านที่มาตอบอธิบายได้ดีมากเลย
ช่วงที่บวชอยู่นี่ อยู่ในสภาพรู้ทันซะส่วนมากตามที่ทริปว่ามา คือเมื่อเกิดโทสะ โมหะ โลภะขึ้น จิตก็มีสติรับรู้ได้ทันที แต่ช่วงนี้ห่างจากการปฏิบัติมานานพอสมควรเลย จึงตามจิตไม่ทัน เห็นได้เลยว่าต่างกับช่วงที่ปฏิบัติตลอดจริงๆ
แล้วก็เห็นด้วยกับนุก ที่ว่าทุกข์น่ะ เกิดขึ้นตลอด เพียงแต่เราพยามหาสิ่งมาบำบัดทุกข์ให้เบาบางลงเลยไม่รู้สึกมาก เช่นหิว ทุกข์ก็เกิดก็ไปหาอะไรกิน พออิ่มทุกข์ก็เบาบางลง นี่แหละคนเราเลยมักไม่เห็นทุกข์
ธรรมะนั้น อาศัยความเข้าใจคงไม่ได้ ต้องปฏิบัติด้วยจึงจะเห็นสภาพธรรม จากนี้แล้วผมคงต้องปฏิบัติให้มากขึ้นด้วย
#7 by Giorno At 2008-09-06 23:59,
อนุโมทนาด้วยจ๊ะ
เรามีศึกษาธรรมะตอนที่เจอทุกข์หนักๆ
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ลึกซึ้งอะไรมากนัก
พยายามดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืน

โกรธก็รู้ว่าโกรธ สุขก็รู้ว่าสุข
และไม่ว่าโกรธ หรือสุข ไม่มีอะไรที่จะ
อยู่คู่กับเราไปตลอด
#6 by Öam At 2008-09-06 19:47,
การที่จะทันหรือรู้ล่วงหน้านั้นจะเป็นการเพ่งไปแล้วครับ มันฝืนจิต จะเป็นการเพ่งการบังคับไปน่ะครับ

"รู้ตามทัน" หรือ รู้ตามอารมณ์ นี่เราเข้าใจตามคำมันเลยนะครับ คืออารมณ์มันเกิดเราก็ค่อยรู้ โทสะมันเกิด เราก็รู้ว่าี่โทสะนะ ขามันเมื่อยก็รุ้ รู้ไปเรื่อยๆ แต่อย่าช้ามาก แบบผ่านไปเป็น ชม.ก็ค่อยรู้นะ

ที่ง่ายๆที่สุดเลยนะพี่จุ้ย คือรู้ตัว "โมหะ" หรืออาการหลงครับ ใจมันเผลอไม่มีสติ แล้วอยู่ดีๆ มีสติขึ้นมาก็รู้นะว่านี่​"โมหะ" จิตมันหลงไปคิด เผลอไป
#5 by PaTrip At 2008-09-06 15:29,
เขียนได้ดี อนุโมทนา ด้วย

สำหรับจุ้ย

ทุกข์มันเกิดขึ้นตลอด แต่เราไม่ทันสภาวะทุกข์ที่เกิดขึ้นเองนะ ที่เห็นว่าสุข เดี๊ยวพอมันหายสุขไป มันก็จะทุกข์ แต่ไม่ทันมันเอง
#4 by gomora At 2008-09-06 02:03,
นานๆทีเห็นมาอัพ
ก็เห็นด้วย ที่ว่า ศีล คือเรื่องปกติ
เราควรจะทำให้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน
โดยที่ไม่ฝืน เพราะมันเป็นเรื่องปกติหนิ เนอะbig smile

นอกเรื่องนิด...ย้ายบ้านเสร็จยังน่ะนาย sad smile
#3 by Trigger At 2008-09-06 00:26,
จริงๆแล้วส่วนตัวคิดว่าสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่นี่แหละที่ทำให้เราไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติ
เพราะเทียบกับตอนบวช ปฏิบัติทั้งวัน ทุกวัน ด้วยเหตุที่ว่าเราสงบไม่มีสิ่งมาทำให้เราไขว้เขว
แต่สภาพแวดล้อมที่อยู่ทุกวันนี้มีแต่สิ่งปรุงแต่งให้เราลืมทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
เมื่อไม่เห็นทุกข์อยู่ตรงหน้า คงยากที่จะนึกถึงการปฏิบัติหรือการศึกษาวิธีให้พ้นทุกข์ นี่แหละคงเป็นปัญหาที่ได้เจอ
แต่จริงๆแล้ว ถ้ามีความมานะมุ่งมั่น สิ่งปรุงแต่งที่ว่ามาก็คงไม่มีความหมายหรอกนะ ส่วนตัวแล้ว อยากปฏิบัติทุกๆวันเหมือนตอนที่บวชอยู่แฮะ
#2 by Giorno At 2008-09-05 17:04,
อนุโมทนานะopen-mounthed smile
#1 by Zheng Yu [A]ming Kung © 郑玉明 At 2008-09-05 16:51,

Charaty Project Member
View full profile