2007/Dec/23

สวัสดีท่านผู้อ่าน ตอนนี้ผมขอนำเสนอบันทึกการเดินทางฉบับพิสดารของชาว Charity Project นะครับ 

เรื่องราวมีอยู่ว่า ทีมงานอาวุโส 4 คน ได้แก่ ข้าพเจ้า (Gow27), เอิร์บ, นัท และช้าง อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปทำคุณงามความดีในจังหวัดอื่นๆ กันบ้าง ประกอบกับเป็นจังหวะที่เพื่อนๆ ทุกคนว่างงานอย่างพร้อมเพรียงกันพอดี ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียทีที่กรมอุตุฯ อุตส่าห์แจ้งว่าช่วงนี้ภาคเหนือของประเทศไทยมีอุณหภูมิลดต่ำกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา พวกเราเลยตัดสินใจเดินทางไปทำกิจกรรมรับลมหนาว ณ จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน  

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น โปรดติดตามความเคลื่อนไหวได้ดังนี้ครับ

หลักฐานชิ้นแรกบ่งชี้ว่า กลุ่ม Charity Project ออกเดินทางจาก กทม. เมื่อเวลา 19.00 .

 

ฟ้าเริ่มมืดสนิท ถนนใจกลางแดนบางกอกยามค่ำคืนวันศุกร์ คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์และผู้สัญจรไปมา ชวนให้รู้สึกว่า…. กว่าจะไปถึงเชียงใหม่มันจะกี่โมงฟะเนี่ย ? ที่ซวยก็คือ พลขับของเราประกาศว่า ผู้โดยสารทุกคน ห้ามหลับเด็ดขาด เพราะถ้าหลับ ตัวเขาก็จะหลับด้วยเหมือนกัน เจริญจริงๆ เชียว

พาหนะของเราแล่นตัดผ่านความมืดควบคู่ไปกับรถคันอื่นๆ บนท้องถนนสายเปลี่ยว ผู้โดยสารทุกคนต่างให้กำลังใจคนขับด้วยการนั่งตัวแข็งทื่อ กาแฟทั้งหมดถูกกรอกใส่ปากของคนขับทันที โดยเฉพาะช่วงเหยียบด้วยความเร็ว 140 กม./ชม. ผ่านหุบเขาขุนตาลอันคดเคี้ยว และประดับประดาด้วยศาลเพียงตามากมาย เนื่องจากขุนเขาทะมึนแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอุบัติเหตุร้ายแรงนับไม่ถ้วน

 

8 ชม. ผ่านไป ไม่ไวเหมือนที่คิด

ในที่สุด หนุ่มถึกทั้งสี่รายก็มาถึงเชียงใหม่ประมาณตี 2 ครึ่ง ก่อนจะสลบไสลเมื่อหัวถึงหมอนตอนตี 4 กว่าๆ ปิดฉากการเดินทางคืนแรกอย่างสมบุกสมบันเหลือเกิน

 

หลังตื่นขึ้นด้วยอาการสะโหลสะเหลในวันรุ่งขึ้น สถานที่ๆ เรามุ่งหน้าไปเที่ยวเอ๊ย ไปแสวงบุญ ก็คือโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเชียงใหม่ นั่นคือวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ซึ่งถูกสร้างตั้งแต่ปี พ.. 1929 ในอาณาจักรล้านนา

 

 

เนื่องจากเป็นเช้าวันเสาร์ บันไดทางขึ้นจึงดาษดื่นไปด้วยบรรดาชาวบ้านและนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

 

 

 

ถ้าเป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ผู้คนจะเบาบางเฉกเช่นรูปนี้แหละครับ

 

 

หลังผ่านบันไดพญานาคขึ้นมา เราจะเห็นมณฑปเล็กๆ ตั้งเด่นเป็นสง่ารอบพระอารามชั้นใน โดยสร้างครอบพระพุทธรูปที่ประดับเรียงรายอยู่ริมกำแพง คอยหันเหความสนใจของพุทธศาสนิกชนให้ยกมือไหว้กันถ้วนหน้า ถือเป็นจุดดึงดูดจุดแรกๆ ของวัดเลยทีเดียว

 

บรรยากาศสวยๆ บริเวณรอบเขตพระอารามหลวง

 

นอกเหนือจากสิ่งก่อสร้างด้วยอิฐและปูนแล้ว บนนี้ก็มีวัตถุมงคลมากมายให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม อาทิเช่น

 

ระฆังขนาดเล็กจำนวนมากแขวนเป็นทิวแถวให้ผู้คนได้เคาะเสียงดังก๊องแก๊ง

(คำเตือน เวลาเคาะ โปรดคำนึงถึงแก้วหูของบุคคลใกล้ชิดด้วย)

 

ระฆังขนาดใหญ่ หรือโคตรระฆัง และฆ้องยักษ์ที่ฝังอยู่ในผนังของวัด

 

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป พวกเราจึงตกลงกันว่าจะวนเวียนผลัดเปลี่ยนกันตีฆ้องให้ครบทุกคน โดยสมาชิกที่เบิกฤกษ์เป็นคนแรกก็คือ ช้าง เพื่อนหุ่นล่ำที่สุดในกลุ่มของเรา

 

เอ็งตีหรือชกกันแน่เนี่ย ?

 

น่าเวทนาสายตาประชาชีจริงๆ เขาต้องตีแบบนี้ต่างหาก !

 

เข้าใจไหม?

 

หลังจากเดินเสพบรรยากาศภายนอกกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็ได้เวลาย่างกรายเข้าสู่เขตพระวิหารส่วนลึก

 

หลายคนที่เคยมาวัดดอยสุเทพฯ อาจจะพอนึกภาพออกว่ามีศาลาเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งสวยงามและดูขลังมาก ปากทางเข้ามีตัว มอมเฝ้าอยู่สองตัว ภายในมีพระพุทธรูปปางแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ประทับยืนพร้อมด้วยรอยพระพุทธบาทสองรอย คล้ายๆ กับที่เห็นในวัดโพธิ์ (ถ้าใครเคยไป)

 

เท่าที่สังเกตดู ผมพบว่า นักท่องเที่ยวจะหยุดถ่ายรูปที่ศาลากันเยอะแยะเลยล่ะครับ นี่อาจเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่เปี่ยมมนต์เสน่ห์ที่สุดของวัดนี้ก็เป็นได้

 

ข้างๆ องค์พระ มีโกฐว่างๆ ตั้งอยู่ คาดว่าเอาไว้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

 

เมื่อเข้ามานั่งสงบเสงี่ยมแล้ว ลำดับถัดมาก็คือการไหว้พระ

 

การไหว้พระพุทธรูปที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนานั้น พุทธบริษัทควรรำลึกถึงพระพุทธคุณหรือคุณค่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเจริญพุทธานุสสติ (กำหนดสติและสมาธิจดจ่ออยู่กับความดีงามของพระพุทธองค์ 3 ประการ ได้แก่ ความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสข้อหนึ่ง พระปัญญาญาณข้อหนึ่ง และพระมหากรุณาธิคุณอีกข้อหนึ่ง) ส่วนจะอธิษฐานอะไรเพิ่มเติมก็แล้วแต่เจตนารมณ์แห่งการบูชาของแต่ละคน

 

กราบพระเสร็จพวกเราก็กวาดสายตาดูทั่วๆ ห้อง ในวัดนี้มีตู้บริจาคมากมาย ทั้งตู้พัฒนาศาสนาสถาน หรือตู้สนับสนุนงานสาธารณะกุศลด้านอื่นๆ ใครเห็นประโยชน์แบบใด ก็เลือกหยอดเอาตามอัธยาศัย

 

สำหรับรายนี้ ตัดสินใจอุทิศทรัพย์สิน (ตามกำลัง) บริจาคค่าการศึกษาแก่นักเรียนด้อยโอกาส อนุโมทนาด้วยครับ

 

ไม่ว่าใครจะทำทานด้วยจุดประสงค์อะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมนะครับว่า หัวใจของทานตามหลักพุทธศาสนาคือการมีเจตนาละคลายความตระหนี่ถี่เหนียว และอนุเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขสบาย พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

 

เพราะความเสียสละเป็นปฏิปักษ์กับโลภะ (ความอยากต่างๆ) ส่วนความเมตตา กรุณา ก็เป็นปฏิปักษ์กับโทสะ (ความโกรธ ไม่พอใจต่างๆ) เมื่อทำทานด้วยความเข้าใจสาระดังนี้แล้ว จะเกิดความอิ่มเอมสบายใจ เป็นอิสระจากกิเลส และจากอามิสบูชาก็จะกลายเป็นการปฏิบัติบูชา เพราะประกอบด้วยปัญญาในการกระทำ กล่าวคือทำบุญด้วยความเข้าใจแจ่มแจ้งถึงวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ของบุญนั้นอย่างถูกต้อง

 

กรณีนี้เป็นคนละเรื่องกับการทำทานเพื่อ หวังสบายใจนะครับ ชาวพุทธเรามักเข้าใจผิดอย่างยิ่งว่าการทำบุญเพื่อให้เกิดความสบายใจนั้นเป็นการทำอย่างไม่หวังผลตอบแทน โดยลืมหลักการไปว่า การคาดหวังผลพวงทางนามธรรม เช่น ความสบายใจ ความสุขใจ ความสงบ ความชื่นมื่น ฯลฯ ใดๆ ก็ตาม โดยมองข้ามจุดหมายที่แท้จริงของการกระทำหนึ่งๆ ก็เข้าข่ายการทำด้วยตัณหาประเภทหนึ่งเหมือนกัน

 

ที่นอกศาลา เอิร์บกำลังขูดคลำตัว มอมสัตว์พื้นบ้านในตำนานของชาวล้านนาเพื่อขอหวย

 

มอม เป็นสัตว์ในตำนานที่มีรูปร่างคล้ายแมวผสมสิงโต เป็นพาหนะของเทพปัชชุนนะเทวบุตร (เทพเจ้าแห่งฝนในคติล้านนา) สามารถพบเห็นได้ตามบันไดวัดหรือศาสนสถานทางแถบล้านนา รูปร่างคล้ายแมวผสมสิงโต ช่างปั้นบางครั้งก็ปั้นให้ดูคล้ายตุ๊กแกหรือค่าง ลักษณะของศิลปะนั้นได้รับอิทธิพลจากจีน

(ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/ คำค้นว่า มอม’ )

 

เมื่อเข้าถึงตำแหน่งลึกสุดของวัด เราก็จะพบเจดีย์สีทองอร่ามตั้งตระหง่านตัดกับเวิ้งฟ้าสีสดใสดังในภาพ

 

บัดนี้ เจดีย์ซึ่งบรรจุองค์พระธาตุได้ทำการบูรณะเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีโครงไม้ให้เกะกะลูกตาอีกต่อไป

 

ใกล้ๆ กันนั้นมีโบสถ์ขนาดเล็กอยู่ 2 หลัง ภายในมีพระสงฆ์คอยทำพิธีพรมน้ำมนต์แด่สาธุชนที่มานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันเนืองแน่น ได้เห็นการปฏิสัมพันธ์อันเรียบง่ายระหว่างพระกับชาวบ้านตามวิถีไทยเดิมแล้วน่าชื่นใจจริงๆ

 

เราอยู่ที่นี่กันนานพอดู ก่อนจะลงจากเขาอย่างรีบเร่งเพราะโปรแกรมอื่นๆ ไล่หลังมา จึงขอทิ้งท้ายด้วยมุมงามๆ บนดอยสุเทพฯ ซักนิดครับ

 

พวกเราแวะเติมพลัง โดยยึดเอาศาลาแถวนั้นเป็นที่พักเหนื่อยและนั่งกินข้าวสบายๆ

 

ขณะสวาปามน่องไก่กันอย่างมูมมามนั่นเอง ก็มีสุนัขสองตัวมาป้วนเปี้ยน เลียปากแผล่บๆ ทำท่าอยากกินมาก ดังรูป

 

การให้ทานไม่จำกัดว่าต้องให้แด่ผู้ทรงศีลเท่านั้น แต่ควรเผื่อแผ่ความรู้สึกให้เสมอกันสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ไม่จำกัดชาติพันธุ์หรือตัวบุคคลผู้รับ นี่คือพื้นฐานของการถวายมหาทานที่ทำให้บังเกิดอานิสงส์สุดประมาณ

 

คนเรามักชอบถวายสังฆทานเพราะได้ยินได้ฟังมาว่าการถวายหมู่สงฆ์นั้นได้บุญยิ่งกว่าถวายกับพระพุทธเจ้าโดยตรงเสียอีก อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้จะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อจิตของเราเล็งเห็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะอันแท้จริง มากกว่าความนิยมชมชอบส่วนบุคคลนะครับ

 

ตบท้ายด้วยของหวาน สตรอเบอร์รี่สดคลุกน้ำเชื่อมและเกลือ

 

บนดอยสุเทพฯ มีจุดพักชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่ได้เกือบทั้งหมด  สระน้ำเล็กๆ ที่เห็นอยู่ริมขอบล่างขวาของภาพ เรียกว่า อ่างแก้วเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ซึ่งพวกเราวางแผนจะแวะเวียนไปเที่ยวชมตอนเย็น โปรดติดตามรายงานอย่างใกล้ชิดต่อไปนะ

 

ตากล้องผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม

 

ตกบ่ายเราก็ออกเดินทางไปยังน้ำตกมณฑาธารซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลาง ระหว่างน้ำตกห้วยแก้วที่เคยเป็นข่าวและเป็นคลิปบ่อยๆ (?!) กับวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ที่พวกเราเพิ่งลงกันมาหมาดๆ

 

มณฑา เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นพุ่ม ส่วนคำว่า ธารแปลว่าทางน้ำไหล

รวมแล้วแปลว่า ทางน้ำที่รายล้อมด้วยไม้มณฑา ซึ่งสะท้อนภาพของน้ำตกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและป่าดงพงไพรอันวิจิตรงดงาม

 

สำหรับผมแล้ว น้ำตกมณฑาธารเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักธรรมชาตินิยมไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ไม่ใช่เพราะความอลังการงานสร้างเหมือนน้ำตกวชิรธารที่สายน้ำซัดกระหน่ำอย่างทรงพลัง หรือความละเมียดละไมจากน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินขรุขระนับร้อยแบบน้ำตกแม่ยะ แต่เป็นความหลากหลายและความลี้ลับของน้ำตกแห่งนี้ต่างหากที่กระตุ้นจิตวิญญาณนักผจญภัยของพวกเราทุกคนให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล

 

เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าเราจะสามารถพิชิตน้ำตกทั้ง 9 ชั้น ซึ่งรวมแล้วสูงกว่า 1,900 เมตร จากระดับน้ำทะเลได้หรือไม่ !

(หมายเหตุ - บนยอดผาอันเป็นต้นน้ำ ชื่อน้ำตกจะถูกเรียกขานว่า น้ำตกไทรย้อย”)

 

เพียงแค่ชั้นแรกก็ทำให้เราหลงใหลต่อความยิ่งใหญ่ตระกาลตาของธรรมชาติแล้วล่ะครับ เห็นรูปแค่นี้ก็เถอะ แต่มันสูงเกิน 10 เมตร แถมผู้คนก็ยังบางตา

 

ด้วยความคึกสุดขีด มีคนบ้าโดดลงมา

 

และ ตกลงมาดับอนาถ

 

จากนั้นเพื่อนๆ ก็เริ่มเสาะหาที่สัปปายะ แยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว

ช้างเริ่มสวดมนต์ทำสมาธิ

มีคุณป้าหนึ่งคนเดินมาถามผมด้วยสีหน้าทึ่งสุดขีดว่า นั่นเขากำลังปฏิบัติจริงๆ รึ?”

เปล่าครับผมตอบ

แล้วเขาเป็นใครน่ะ?”

เป็นเพื่อนผมเองครับ

เข้าใจละคุณป้านิ่งอยู่ซักพัก แล้วแกก็เดินจากไปทันที

 

ท่านประธาน (เอิร์บ) ของเรากำลังรับพลังจากมนุษย์ต่างดาวมาช่วยกอบกู้โลก โอวว

 

เข้าฌานเพื่อสื่อสารเลยรึ ?

 

ส่วนคนบ้า (หลังจากฟื้นสภาพ) ก็ออกไปเดินหาเรื่องเจ็บตัวเพิ่มเติม

ขอนไม้เล็กแกร็นที่พาดผ่านธารน้ำ จะสามารถทานน้ำหนักของเขาไหวหรือไม่ ?

 

เมื่อบรรลุเป้าหมายการผจญภัยขั้นแรกแล้ว พวกเราก็ตะเกียกตะกายโขดหินลื่นๆ ขึ้นสู่ด่านที่สอง จะด้วยวัยหรือความดีแต่ปากก็มิอาจทราบได้ ทีมงานเราจึงนอนพังพาบกันอย่างที่เห็น

 

อย่างไรก็ตาม แม้พละกำลังจะโรยราไปมาก แต่พวกเราก็ยังกัดฟันปีนป่ายต่อไปโดยเอาศักดิ์ศรีของนักบุกเบิกเป็นประกัน (มีด้วยรึ?)

 

ถึงจะต้องคลานขึ้นไปเราก็จะไม่ยอมถอดใจง่ายๆ หรอก !”

ผมประกาศกร้าว

และที่นั่น เราก็ได้พบกับ

น้ำตกมณฑาธารชั้นที่ 3 ! (แน่นอนอยู่แล้ว)

 

ลักษณะของชั้นที่ 3 นี้จะแปลตากว่าที่ชั้น 1 (ที่เป็นเพียงน้ำตกสูงชัน ไหลลงมาจากผาสูง) หรือต่างจากชั้น 2 (ที่เป็นทางน้ำไหลเชี่ยวกรากในแนวระนาบ) อย่างสิ้นเชิง ตรงที่เป็นแอ่งน้ำคล้ายสระธรรมชาติ เว้าลึกเข้าไปถึงตีนน้ำตกย่อยสองสายที่ไหลมาบรรจบกันตรงกลาง สายหนึ่งมีมวลน้ำรุนแรง ส่งเสียงซู่ซ่าตัดความเงียบสงัดของพื้นที่ ส่วนอีกสายที่อยู่คู่กันทางด้านขวานั้นกลับมีกระแสน้ำไหลลงมาตามชั้นหินอย่างนิ่มนวล ราวกับช่วยสอดรับเติมเต็มกันและกัน

 

 

บริเวณนี้ค่อนข้างมืดเพราะอยู่ลึกเข้าไปข้างใน มีดงไม้ห้อมล้อม เปิดช่องให้แดดทอประกายสลัวๆ ลงมากระทบผิวน้ำจนต้องปรับความสว่างของภาพเพื่อให้เห็นกันได้เต็มตา

 

แอ่งน้ำใสไหลเย็นสูงประมาณเข่า อุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส แค่เอาเท้าลงไปแช่หรือนั่งห้อยขาจุ่มน้ำ ความรู้สึกเย็นฉ่ำก็ซาซ่านไปทั่วสรรพางกาย เรียกคืนความสดชื่นกลับมาสู่พวกเราได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

สิ่งเดียวที่น่ากลัวก็คือ

นัท กับ ช้าง พบ งู สีเขียวหัวสีน้ำตาลแดงในระยะประชิด ว่ายเวียนอยู่ในน้ำกับเราด้วยแหละ

 

เมื่องูหนีไป ยุทธการยึดน้ำตกจึงเริ่มขึ้น

 

โขดหินของข้า

 

น้ำตกของข้า โอ ลัลลา

 

ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง เมื่อพลังเต็มเปี่ยม สมาธิเต็มปรี่ ก็ได้เวลาปลุกเสกเครื่องรางของขลังเสียที !

 

เริ่มจากทำกสิณน้ำ (โอม น้ำจงลอยๆ)

 

(กสิณน้ำหรืออาโปกสิณ เป็นการเจริญสมถะภาวนาที่ใช้น้ำโปร่งใสไร้สิ่งสกปรก เป็นตัวเพ่งให้เกิดสมาธิขั้นสูง โดยสมาธินั้นจะอาศัยความทรงจำของน้ำที่เพ่งจนเกิดภาพติดตาและติดฝังลงในใจตามลำดับ และเมื่อเพ่งจนกระทั่งได้ปฏิภาคนิมิต สามารถย่อขยายดวงกสิณได้ตามใจชอบแล้วนั้น ฌาน (สมาธิขั้นสูง ขั้นอัปปนา) ก็จะบังเกิดพร้อมๆ กับสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับวารีธาตุได้

 

 สำหรับผู้ที่เคยสำเร็จกสิณประเภทอื่นๆ เช่น กสิณไฟ กสิณลม หรือกสิณสี มาก่อนหน้านี้ หรืออดีตชาติเคยทำอาโปกสิณได้มาแล้วและยังไม่เสื่อมไป ชาติปัจจุบันเขาเพียงมองดูสระน้ำ แอ่งน้ำ หรือพื้นที่น้ำขังตามธรรมชาติ นิมิตดวงกสิณกลมๆ ก็สามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นภาพติดตาได้ทันที โดยไม่ต้องจัดทำองค์กสิณเหมือนผู้หัดใหม่ เกร็ดความรู้โดย  Gow27)

 

 

สำเร็จแล้ว จตุคามฯ รุ่นใหม่เอี่ยมอ่อง !

 

พอเห็นผมเสกอะไรกับเขาได้ เพื่อนๆ เลยเกิดอาการของขึ้น

(ขอบคุณ Detonator สำหรับภาพอุปการะ http://detonator.exteen.com/ )

 

หน้าด้านคืองานของเรา 555+

 

มุ่งไปจนถึงจุดตกกระทบ

สายน้ำที่ดูเหมือนจะไหลแผ่วๆ กลับทำให้เราเปียกโชกเหมือนอาบน้ำ แถมยังหนาวอีกตะหาก

 

กว่าจะรู้ตัวก็มีคนมานั่งดูพวกเรากันเพียบ

 

หลังจากกำลังวังชาและความคึกคะนองละลายไปกับสายน้ำจนหมดแล้ว พวกเราจึงยุติเรื่องราวในน้ำตกมณฑาธารไว้เพียงด่านที่ 3 (จากทั้งหมด 9 ด่าน) เพราะตั้งแต่ด่านที่ 4 เป็นต้นไป ทางเดินค่อนข้างทุรกันดารและเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ประกอบกับแบตเตอรี่กล้องที่จวนเจียนจะหมดอยู่รอมร่อ ทำให้เราไม่สามารถบันทึกภาพความทรงจำอื่นๆ มาแบ่งปันแก่ท่านผู้อ่านได้

 

เราจึงตัดสินใจทิ้งความลี้ลับอย่างเสียดาย ทิ้งไว้ให้ธรรมชาติบริสุทธิ์เป็นผู้ครอบครองมันแต่เพียงผู้เดียว

ลาก่อน มณฑาธาร

 

สถานที่ที่เราแวะทิ้งทวนก่อนจบวันแรก ก็คือ อ่างแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ตีนดอยสุเทพฯ

 

อ่างแก้วเป็นตำนานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาหลายต่อหลายรุ่น และผมเองก็เคยสร้างตำนานไว้ที่นี่เหมือนกัน ส่วนจะเป็นตำนานแง่ใดนั้น มีแต่รุกขเทวดาแถวนั้นที่รู้ (ไม่มีใครสามารถประจานได้ 555+)

 

 

นอกจากทิวทัศน์ของฝายกั้นน้ำที่กว้างขวางแล้ว ยังเป็นที่กระหนุงกระหนิงของเหล่าคู่รักนักศึกษาอีกด้วย

 

มีคำถามเล่นๆ มาฝากครับ

ถ้าเราเห็นคนกำลังสวีทกันโดยที่เราไม่มีแฟน เราจะทำอย่างไร?

 

1. ยินดีในความสุขของคนๆ นั้น

ผล เป็นการสร้างทัศนคติที่จะไม่ก่อความสะเทือนใจ หรือช่วยลดปมด้อยอย่างถูกวิธี (สำหรับคนมีปม) ด้วยอานิสงส์แห่งมุทิตา (ความยินดีเมื่อผู้อื่นมีความสุข ความเจริญ) การยินดีกับผู้อื่นบ่อยๆ แม้จะเป็นแค่ความคิดในใจก็ช่วยส่งเสริมให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น และสร้างภพแห่งความสมหวังแบบนั้นๆ แก่ตัวเราในอนาคตด้วยเหมือนกัน

 

2. อิจฉาตาร้อน

ผล มีแววว่าเราจะยิ่งห่างไกลจากสิ่งที่ปรารถนามากขึ้นจนน่าน้อยใจ เข้าทำนองยิ่งอยากยิ่งไม่ได้ หรือยิ่งเกลียดอะไรก็ยิ่งเจอกับตัวเองมากขึ้น กฎแห่งธรรมชาติมันก็เป็นแบบนี้แหละ ดังนั้นจะมัวสร้างจิตที่ไม่ก่อประโยชน์อยู่ทำไม หันมาอวยพรตัวเองกันดีกว่า

 

3. เฉยๆ

ผลใจคุณมีความเป็นกลาง ไม่ได้รู้สึกรู้สาต่อสิ่งที่เห็น ทว่า ความเป็นกลางนั้น อาจหมายถึง คุณไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับภาพที่เห็น จึงไม่เกิดความกระทบกระเทือนใจใดๆ ก็ได้ คนเรามักแยกแยะไม่ออกระหว่างความเป็นกลางด้วยกิเลส กับความเป็นกลางด้วยความเข้าใจ

 

ฉะนั้น จิตใจที่ทรงตัวเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย หรืออาการเฉยเมยจึงไม่ใช่เรื่องดีงามน่ายกย่องเสมอไป ยกเว้นคุณจะเข้าใจว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน สิ่งที่แต่ละบุคคลได้รับหรือขาดแคลนก็ล้วนมาจากเหตุที่เขาสร้างขึ้นในอดีต

 

การที่เขามีคู่ครอง มีคนรักใคร่อาจหมายถึงเขามีอุปนิสัยให้คนนิยมชมชอบหรือเคยสร้างสิ่งดีๆ ไว้กับใครอย่างลึกซึ้งมาก่อนในอดีต (ทั้งชาตินี้และอดีตชาติ) ในขณะเดียวกัน ความโดดเดี่ยวไร้คนเคียงคู่ก็อาจสะท้อนถึงกรรมที่เราชอบผลักไสคนอื่นออกไปห่างๆ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ได้เช่นกัน เป็นต้นว่า บุคลิกไม่รับแขก นิสัยย่ำแย่ ไม่เคยทำบุญแง่บริวารหรือพรรคพวกมาเลย ฯลฯ

 

เราจึงควรมองและยอมรับความเป็นไปต่างๆ ด้วยความเข้าใจ และวางอุเบกขาอย่างเป็นกุศล ยิ่งถ้าสร้างกรรมดีใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าแล้วล่ะก็ ชีวิตอันแสนสั้นจะสุขสมขึ้นอย่างแน่นอน

 

4. มองว่าเป็นสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หาใช่ตัวตนใดๆ แต่เป็นเหตุปัจจัยทางรูปธรรมและนามธรรม ทั้งภายในและภายนอก มาประชุมรวมกันเข้า ทำให้เรารับรู้เช่นนี้ และยึดถือเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นแฟน เป็นคนรัก เป็นนู่นเป็นนี่ด้วยความไม่รู้ การรู้ลักษณะนี้เป็นการประจักษ์ชัดโดยไม่ต้องคิด เป็นการระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ณ ปัจจุบันขณะด้วยสติสัมปชัญญะ

ผลคุณกำลังหลุดร่อนจากวิถีโลก และขยับเข้าใกล้นิพพานไปอีกขั้นแล้ว

 

บัดนี้ สภาพแวดล้อมของอ่างแก้วได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานศึกษามากขึ้น มีกฎห้ามบุคคลเข้ามามั่วสุมกันยามดึก และพุ่มไม้รกชัฏจำนวนมากก็ถูกรื้อถอนทำลายไปจนดูโปร่งโล่งกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า ทว่ามนต์เสน่ห์ของมันยังหลงเหลืออยู่ ตำนานรักมากมายเกิดขึ้นที่นี่และจบลงที่นี่ และจะคงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน

 

ต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขาลงมาในบึง ผิวน้ำสะท้อนดวงอาทิตย์ยามอัสดงระยิบระยับ พวกเราต่างกลับที่พักด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

 

(หมายเหตุ - สำหรับเพื่อนๆ ที่ใฝ่หาสวนสาธารณะที่ให้อรรถรสคล้ายคลึงกับอ่างแก้วในกรุงเทพฯ ขอแนะนำ สวนรถไฟใกล้ๆ สวนจตุจักรนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง)

 

หัวค่ำได้พบกับ SoraChan (นุ้ย) สมาชิกเว็บ All-Final ( www.all-final.com ) พาไปกินร้าน Milk Zone หน้า มช.

 

ผ่านไปหนึ่งคืนกับเช้าตรู่ของวันที่ 2 พวกเราก็เดินทางไปอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งสูงถึง 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล และจุดพำนักแรกที่แวะเวียนไปนั้น ก็คือ พระเจดีย์มหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ซึ่งเป็นเจดีย์คู่แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยมีสถาปัตยกรรมแปลกตากว่าเจดีย์ปกติทั่วไป

 

จิตรกรรมฝาหนังแบบ 3 มิติ บริเวณลานภายนอก บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติและสวรรค์ชั้นต่างๆ อย่างวิจิตรบรรจง

 

เมื่อยืนเกาะขอบ มองลงไปเบื้องล่างก็สัมผัสกับลมสายเย็นๆ ที่โชยมาจากทิวเขาไกลโพ้น และทิวทัศน์อันสวยงามของแปลงดอกไม้แห่งคิมหันต์ฤดู

 

ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางรำพึง (พระประจำวันศุกร์) ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ หากท่านผู้อ่านลองพินิจบนเพดาน จะเห็นภาพพุทธศิลป์อยู่รายรอบองค์เจดีย์ที่มีลักษณะเหมือนโดม น่าเสียดายที่มุมกล้องไม่อำนวยพอจะเก็บรายละเอียดทั้งหมดเอาไว้ในภาพเดียว

 

เราขับรถขึ้นดอยต่อไป เพื่อศึกษาเส้นทางธรรมชาติที่กล่าวได้ว่าใกล้ชิดผืนดินและแผ่นฟ้ามากที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ สถานที่แห่งนี้ชื่อว่า กิ่วแม่ปาน

 

 

การเที่ยวชมกิ่วแม่ปานต้องใช้ไกด์ผู้ชำนาญเส้นทางคอยแนะนำสิ่งต่างๆ ตลอดหุบเขาสายนี้ จุดแรกสุดที่เราต้องข้ามไปให้ได้ ก็คือป่าเขาลำเนาไพรอันอุดมไปด้วยไม้ยืนต้นสูงชะลูดขวางทางอยู่เป็นระยะ ความเก่าแก่ของมันยืนยันได้จากเถาวัลย์ กาฝาก และเฟิร์นที่พันปกคลุมลำต้นจนมิด ส่วนเพดานป่าหนาทึบก็ปลดปล่อยแสงอาทิตย์ยามเช้าเล็ดลอดลงมายังพื้นดินเขียวชอุ่มอยู่เป็นระยะ

 

ป่านี้มีชื่อเฉพาะว่า ป่าเมฆเนื่องจากกลางวันและกลางคืน จะมีหมอกหนาทึบเคลื่อนระต้นไม้ให้เห็นกันชัดๆ ราวกับอยู่บนก้อนเมฆ

 

จุดทัศนาที่สอง เป็นต้นกำเนิดของน้ำตกแม่ปานน้ำตกสำคัญอีกสายหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ (ไม่ขอลงภาพเพราะจะซ้ำซ้อนกับน้ำตกมณฑาธาร)

 

ราวๆ ครึ่งชั่วโมง พวกเราก็ทะลุป่าดงดิบออกมาสู่ภูมิประเทศซึ่งเปิดโล่งจรดท้องฟ้าสีคราม ท้องทุ่งบนเนินเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยกอหญ้าสูงเกือบถึงบั้นเอว ในฤดูร้อนไม้ล้มลุกเหล่านี้จะเหลืองอร่ามยาวสุดลูกหูลูกตา แต่ปัจจุบันพื้นที่เขียวชุ่มชื้นแผ่ขยายกว่าเดิม เพราะเพิ่งผ่านฤดูมรสุมมาไม่นานนัก

 

ไม้ยืนต้นโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาอยู่กลางท้องทุ่ง

จากปากคำของไกด์ ไม่มีใครทราบว่าเหตุใดมันจึงงอกออกมาได้ แต่ถ้าถามผม ผมจำได้ว่านี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง รักจังของฟิลม์และพอลล่า

 

 

ผาหินสองลูกใกล้หุบเหวที่เราเดินผ่านอย่างระมัดระวัง มีชื่อว่า แง้มผาน้อยซึ่งจะปรากฏสู่สายตาหลังเดินเลาะริมผาไปประมาณ 1.3 กิโลเมตร

 

 

 

ลมแรงจัดพัดผมเผ้าและต้นไม้ใบหญ้าปลิวไสว อากาศแถวนี้สดชื่นเหลือเกิน อุณหภูมิวัดได้ 17 องศา ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป

 

สามปีก่อนเกิดไฟป่าบนภูเขาลูกนี้ ทำให้ต้นไม้จำนวนมากถูกเผาเหลือแต่กิ่งดำๆ รังสรรค์บรรยากาศแปลกใหม่ขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเราเดินตัดผ่านทางสายแคบๆ ที่ห้อมล้อมด้วยซากไม้แห้งกรังประดุจเงื้อมมือของยมทูต

 

เอ๊ะ เหมือนเพื่อนผมจะเจออะไรเข้าแล้ว

 

เมื่อซูมกล้องเข้าไปดู พบว่าเป็นต้นกุหลาบพันปี ซึ่งชอบขึ้นอยู่ริมหน้าผา

 

คำว่าพันปี สะท้อนถึงพันธุ์ไม้หายาก ดอกสีแดงสด แลดูแตกต่างจากกุหลาบชนิดอื่นๆ

 

ณ ที่นี่ท่านประธานได้รับการติดต่อจากมนุษย์ต่างดาวเป็นครั้งที่สอง

 

 

โอว รับข้าน้อยไปอยู่ด้วยที ~

 

เขาจึงต้องนั่งสมาธิเพื่อสื่อสาร

 

พลังแสงทิพย์กำลังเอิบอาบไปทั่วร่างของทุกคน

พระพยอมเคยสอนว่า "อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา" 

 

ทางเดินรอบทิวเขาสิ้นสุดลง และยังเหลือระยะทางผ่านป่าทึบอีก 1.5 กิโลเมตรกว่าจะถึงทางออก

อ๊ากกก หมดแรงน้ำข้าวต้ม เตะปี๊บไม่ดัง

 

เป็นเวลากว่า 3 ชม. ที่พวกเราหลุดเข้ามาในดินแดนมหัศจรรย์ดินแดนที่ปลายฟ้าจรดผืนแผ่นดิน ปราศจากเครื่องจักรกลและมลพิษ ปราศจากเสียงรถยนต์และความชุลมุนวุ่นวาย และเต็มไปด้วยสีเขียวมากกว่าสีเทาแห้งแล้ง เราซึมซับพลังชีวิตจนชุ่มปอดและเก็บเกี่ยวความรู้สึกอันปลื้มปีติ จนกระทั่งถึงเวลากลับ

 

แวะเติมอาหารใส่กระเพาะก่อนผละจากจุดสูงสุดของประเทศไทย อาหารแนะนำคงไม่พ้นแหนมสดใส่ใบตองย่าง ไก่ย่างร้อนๆ หมูทอดหนังกรอบๆ และข้าวเหนียวอุ่นๆ พร้อมกับเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ยิ่งยะเยือกกันสะใจ

 

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า นกกาคืนสู่รัง ...

 

 

 

ณ ที่พัก เมื่อความเหนื่อยจางไป ความนัยบางอย่างก็ถูกเปิดเผย (?!)

 

ตกดึกคืนนั้นพวกเราได้มีโอกาสพบปะกับสมาชิก Charity Project ประจำสาขาเชียงใหม่ ชื่อ อัน ที่เคยสนทนาปราศรัยกันมาแล้วใน msn และคืนนี้สาวอันก็ตกลงพาเราไปตระเวนถนนนิมมานเหมินท์ซึ่งเป็นย่านที่พลุกพล่านที่สุดในเวลากลางคืน สำหรับคนกลางคืน

 

และคืนวันที่สองก็ได้สิ้นสุดลงอย่างครึกครื้น

 

แป๊บๆ ก็มาถึงวันสุดท้ายแล้วสินะ ความรู้สึกโหวงๆ เกิดขึ้นเล็กน้อย แต่สมาชิกทั้งหมดพร้อมลุยเต็มที่ !

 

เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดลำพูนเพื่อสักการะสถานศักดิ์สิทธิ์ที่ผมอยากไปมาตลอดชีวิต และคราวนี้ก็ได้สมหวังเสียที นั่นคือ วัดพระธาตุหริภุญชัย

 

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษทึ่ 17 ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีวงศ์ โดยที่แห่งนี้ เคยเป็นพระราชฐานของพระองค์ซึ่งพระราชทานอุทิศถวายให้เป็นวัดพระธาตุฯ เพื่อเป็นพุทธบูชาหลังจากที่พระบรมสารีริกธาตุได้ปรากฏ ให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรในบริเวณดังกล่าว

http://th.wikipedia.org/wiki/ - ค้นคำว่า วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

 

เข้าไปกันเถอะ !

 

หน้าประตูทางเข้ามีพญาราชสีห์ยืนน่าเกรงขามอยู่สองตน พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า สัตว์ที่ไม่ตกใจกลัวเสียงฟ้าผ่ามีเพียงพญาราชสีห์กับม้าอาชาไนย ซึ่งคงไม่ต้องสงสัยในกรณีนี้ (เพราะมันเป็นปูน)

 

อาณาเขตภายในวัดนั้นกว้างขวางมาก เราตรงไปยังพระอารามหลวงเป็นที่แรก

 

ในพระอุโบสถหรือวิหารหลวงซึ่งตัวอาคารเป็นทรงลึกยาวเข้าไปนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วขาว พระเสตังคมณีศรีเมืองหริภุญชัย ประทับนั่งอยู่เหนือบุษบกที่แกะสลักลงรักปิดทอง อย่างสวยงาม (ข้อมูลจาก Wikiฯ ตามเคย)

 

ภาพองค์พระระยะประชิด

 

นั่งสมาธิตลอดศก แถมแผ่ออร่าอีกตะหาก

 

นั่งเฉยๆ ไม่พอ ถึงกับนอนเชียวรึ ?

ไม่ใช่หรอกครับ เป็นเบื้องหลังการจัดฉากถ่ายทำต่างหาก

 

 ถ่ายต่อกันเป็นทอดๆ

 

ไม่ละเลยที่จะทำบุญทำทาน (ช้างกำลังทำผ้าป่า)

 

สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือการบูชาพระบรมสารีริกธาตุด้วยดอกไม้ธูปเทียน และกระทำทักษิณาวัตร หรือการเดินเวียนขวาสามรอบองค์เจดีย์เพื่อระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์) ผมและนัทจึงใช้โอกาสนี้เจริญสติปัฏฐานระลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏขึ้น ณ ขณะกำลังเดินครับ

 

ภาพกระทบตา หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น

เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว สภาพธรรมที่ปรากฏ แก่ร่างกายที่กระทบสัมผัส

จิตเกิดศรัทธา จิตเกิดความชอบ เกิดความเบื่อหน่าย จิตว่อกแว่กจิตแอบเหล่สาว (ราคะ + โทสะ)

เกิดความรู้สึกเมื่อย ความล้า ความอยากพัก

ถ้าสติสัมปชัญญะเกิด ก็จะรู้ทั่วหมด

 

วางดอกไม้ก็เป็นอันเสร็จพิธีการ

 

รูปของเจดีย์สีทองแบบเต็มๆ

 

เบื้องหลังองค์เจดีย์นั้น เป็น พระวิหารทันใจ ซึ่งชาวบ้านร่ำลือกันว่า หากไปอธิษฐานต่อหลวงพ่อทันใจแล้วความปรารถนาต่างๆ จะสัมฤทธิ์ผลรวดเร็วสมชื่อ ในความคิดส่วนตัวของผมเข้าใจว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมหวังเร็วทันใจนั้น เพราะรูปศัพท์ (คำว่า ทันใจ”) ที่พ่วงมากับชื่อองค์พระนั่นเอง

 

การรำลึกถึงความหมายของคำๆ นี้ขณะเพ่งจิตอธิษฐาน ถือเป็นกุศโลบายจูงจิตวิธีหนึ่ง ให้ผู้ขอพรเกิดความมุ่งหมายที่จะเค้นเอาผลบุญออกมาใช้ล่วงหน้า รวมถึงกำหนดกรอบเงื่อนไขในการดึงเหตุปัจจัยมาใช้อย่างเร่งด่วนมากกว่าปกติ สาระจึงเป็นการอธิษฐานจิตเพื่อแทรกแซงระบบกรรม กล่าวคือแทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามอัตภาพ เราก็เร่งกระบวนการของมันให้เร็วทันใจของผู้ปรารถนามากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม หากขาดเสียซึ่งอธิษฐานบารมีที่เคยสั่งสมไว้ก่อน หรือมีอกุศลกรรมอื่นๆ มาคอยตัดรอนให้สิ่งที่ควรจะได้แชเชือนออกไป สิ่งที่ปรารถนาก็ใช่ว่าจะสมหวังเร็วดังใจนึก หรือบางครั้งก็อาจพลาดหวังไปเลยทีเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ หากไม่เคยสร้างเหตุปัจจัยแห่งกุศลกรรม (บุญ) ที่คู่ควรเสมอกับสิ่งที่ขอไว้ก่อน ก็คงจะไม่ได้หรอกนะครับ เข้าใจดังนี้แล้วก็อย่าพาลหมดศรัทธาเมื่อขออะไรแล้วไม่ได้ล่ะครับ

 

อย่างไรก็ตาม ก็ขออนุญาตนำพระคาถาของหลวงพ่อทันใจมาฝากท่านผู้อ่าน

เพราะ ผมเองก็อธิษฐานด้วยเหมือนกันแหละ 555+

(หลวงพ่อช่วยผมด้วยเถิด)

 

 

 

 

 

 

บรรยากาศพระวิหารอื่นๆ คาดว่าเป็น วิหารพระพุทธ เพราะข้อมูล วิกิคุง (Wikipedia) ระบุว่า ในวิหารพระพุทธ มีพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่

 

 

 

เจดีย์โบราณ สร้างด้วยอิฐและศิลาแลง น่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรหริภุญชัย เมื่อ 1,000 ปีก่อน

 

บ่าย 2 กว่าๆ แดดกำลังร้อนจัด แต่ยิ่งขับให้รูปสวยสดมากขึ้น

 

เอิร์บกำลังจะกู้ชาติ

 

ที่เห็นอยู่ไกลๆ นั่นเป็นหอระฆัง (ฆ้อง)

 

ไอ้กลุ่มนี้ เห็นฆ้องเป็นไม่ได้

 

หน้าระรื่นสุดๆ สงสัยเจอญาติที่แยกจากกันไปนาน 

 

ช่วยเหลือทุนการศึกษาเด็กๆ ที่มาเล่นดนตรีให้ฟังหน้าวัด ก่อนพวกเราจะเดินทางออกจากเมืองลำพูน (และเชียงใหม่) ตอนเวลาบ่ายสามโมงเศษๆ และถึงกรุงเทพราวๆ สี่ทุ่ม (โดยสวัสดิภาพ)

 

ปิดท้ายด้วย "อย่าทำลายป่า ผีเสื้อกำลังพลอดรัก" จำไว้นะครับ  

 

ตกลงนี่เป็นการแสวงบุญหรือไปเที่ยวกันแน่?

คุณผู้อ่านคิดว่ายังไงล่ะครับ

 

______________________________________________________

 

Report & Picture by Gow27 (เบ๊)

Upload Photo by Earp (ประธาน)

 

Comment

Comment:

Tweet


ดูน่าสนุกอ่า
#15 by กิ๊บ (124.120.119.239) At 2008-05-27 01:26,
โหลดอย่างโหดมากพี่ ทำเอา Browser ค้างไปเลย
#14 by Shuu Exteen At 2008-01-22 00:13,
ไหนๆ ตัวประหลาดสีชมพูตรงไหน (' ' )( ' ')

ว่าแต่ว่า ทำไม นศ. ที่นั่งคู่กันตรงอ่างแก้ว ... คนทางขวาใส่เสื้อเชียร์งานบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์ ด้วยหว่า ( เสื้อเชียร์ของ มธ. ) ^^!
#13 by Detonator At 2007-12-24 11:44,
สรุปคือ...ไปเที่ยวนิ -__-"

ชอบรูปรับพลังมนุษย์ต่างดาวมากค่ะ เนียนสุดๆ โดยเฉพาะพี่เอิร์บ sad smile
ว่าแต่พี่เก้า... ตามกระแส"แอ๊บแบ๊ว" มากเลยนะ มะค่อยเล้ย question

รู้สึกว่าจะไปแต่วัดใหญ่ๆ เนอะ คราวหน้าลองทัวร์วัดอื่นๆ นอกสายตา ก็มีอะไรให้ดู ( และทำบุญ ) มากเหมือนกันนะคะ สงบเงียบกว่าไปวัดดังๆ ด้วย

ป.ล. ว่าแต่ตัวประหลาดสีชมพูนั่นมันใครหว่า wink
#12 by SoraChan(-_-;) At 2007-12-24 06:59,
ขอไปเที่ยวด้วยการอ่านรีพอร์ท confused smile

รู้สึกว่า คนอายุมากขึ้น มากขึ้น แล้วพัฒนาการจะถดถอยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง sad smile

รูปฆ้องน่ะ... ที่บอกว่า เห็นฆ้องเป็นไม่ได้
นี่ผมคิดลึกแหะ 555 ( ฆ๊อง มันคล้ายๆ... )question
#11 by Detonator At 2007-12-23 23:19,
ดูสนุกสนานกันดีจัง big smile
#10 by Ellebazi At 2007-12-23 23:04,
โคตรยาวเลยพี่...

จะว่าไป มันเที่ยวชัดๆหนิหว่า.........
#9 by Trigger At 2007-12-23 22:17,
ติดตามข่าวการเมืองเครียดๆ เลยแวะมาอ่านขำๆ กันอีกรอบ ช่วยเรียกรอยยิ้มในค่ำคืนอันแสนยาวนานได้เยอะจริงๆ เลยจ่ะ
#8 by พี่เปิ้ล (gnr77) (202.142.193.21) At 2007-12-23 19:59,
เที่ยวชัวร์ ฮ่าๆ แต่ก็ได้บุญโข
ขออนุโมทนาบุญด้วย

ประทับใจ "แม่ปาน" จัง สวยๆ
น่าไปถ่ายรูปแบบโรแมนติก กิ้วๆ
#7 by Öam At 2007-12-23 15:49,
ทำไมตอนพี่เก้าไปมันหนาวอ่า

หลังโอไปสองวันเองนะ

สรุปว่าโอเป็นตัวขึดชิมะ ไปแล้วอากาศเขาร้อน

T^T
#6 by (125.26.57.104) At 2007-12-23 15:24,
55+
พี่เก้าไปเที่ยวมากกว่าไปแสวงบุญนะ มี่ว่า
open-mounthed smile555+

ชอบรูปที่แอ๊คแบบว่า นั่งสมาธิ ติดต่อ มนุษย์ต่างด้าว เอ๊ย ต่างดาว หน้าตาพี่ๆแบบ ใช้ได้เลย กร๊ากกกก

เห็นแล้วก็อยากจะไปเที่ยวเชียงใหม่จัง งิงิ
เอ.. หรือว่าจะไปอยู่ดี??
ซิ่วไป มช.ดีม่ะ? 555+

แอ๊บน่ารักใช่ป่าวพี่เก้า.. 55+
#5 by หนูมี่ (124.120.154.205) At 2007-12-23 14:20,
อยากไปเที่ยวมั่งโว้ยยยยยยยย








(จะโดนถีบป่าวเนี๊ยะ?) ภาพสุดท้ายน่ะนะ....





พี่9 แอ๊บหญิงหร๋อ?
#4 by A~ming (124.121.40.86) At 2007-12-23 13:37,
ได้บุญ ได้ฮาๆ มาให้คนอ่านอิจฉาจริงๆ ไปเชียงใหม่บ่อยๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสขึ้นดอยสเทพซักที ปีนี้จะแวะไปเที่ยวดอยอ่างขางแต่คงไม่สามารถสร้างเป็นนิยายหนุกหนานได้แบบน้องเก้าอ่ะดิ
..ยังไงก็อนุโมทนาบุญด้วยนะจ๊ะ เห็นหนุ่มๆ รุ่นใหม่มีใจใฝ่ทางธรรมก็ดีใจจ๊ะ ขอให้เจริญทั้งทางโลก และทางธรรมกันทุกคนนะจ๊ะ
#3 by พี่เปิ้ล (gnr77) (202.142.193.21) At 2007-12-23 12:06,
น่ารักดีนะ พยายามทำดีกันต่อไปนะจ๊ะ จะเอาใจช่วย
#2 by (124.120.198.161) At 2007-12-23 11:19,
คิดว่าเหมือนการไปเที่ยววัดมากกว่านะ .. open-mounthed smile แอคติ้งที่น้ำตกเหมือนเด็ก 1x เริงร่ากันในสายน้ำ (แต่ความจริงใกล้ 3x กันทัง้นั้น..) อุ อิ question

ท่าทางอากาศไม่ได้หนาวมากเนอะ ช่วงนี้ยิ่งร้อนๆซะด้วยซ้ำ ได้ยินมาว่าอย่างนั้น

ไว้ถ้ามีโอกาสก็มาเที่ยว เชียงใหม่ อีกน่อ ยังมีวัดอีกมากมายให้เที่ยวกัน confused smile
#1 by ข่าน At 2007-12-23 10:53,

Charaty Project Member
View full profile